28/08/2026
ทุกวันนี้แค่คิดจะซื้อทองสักบาทก็ต้องคิดหนัก เพราะราคาทองขึ้นมาอยู่ในระดับที่ไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ สำหรับใครหลายคน กว่าจะเก็บเงินได้พอซื้อทอง ราคาก็อาจขยับขึ้นไปอีก
ในจีนคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาซื้อ ‘Gold Beans’ หรือเม็ดทองคำเล็กๆ หนักประมาณ 1 กรัม เก็บสะสมทีละเม็ด บางคนซื้อใส่ขวดโหลไว้เหมือนเป็นกระปุกออมสิน ขณะที่อีกหลายประเทศก็เริ่มเห็นคนอายุน้อยหันมาซื้อทองผ่านแอป ด้วยเงินเริ่มต้นไม่กี่ร้อยถึงหลักพันบาท
ทองคำจึงกำลังขยับจากสินทรัพย์ที่หลายคนมองว่า ต้องมีเงินก่อนถึงซื้อได้ มาเป็นของที่คนรุ่นใหม่สามารถค่อยๆ เก็บได้เหมือนการออมเงิน
‘ฐิภา นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เล่าว่า พฤติกรรมการซื้อทองของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ต้องรอมีเงินก้อน ซื้อแล้วเก็บยาว วันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มซื้อเร็วขึ้น ใช้เงินต่อครั้งน้อยลง และมองทองเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการจัดการเงินของตัวเอง
[ เม็ดทองจิ๋วที่ทำให้ Gen Z จีนแห่ซื้อ ]
หนึ่งในเทรนด์ที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ ‘Gold Beans’ หรือเม็ดทองคำขนาดเล็ก หนักประมาณ 1 กรัม ราคาประมาณ 600 หยวน หรือราว 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อเม็ด
ถ้าเทียบให้เห็นภาพแบบคนไทย ทอง 1 กรัมมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 4 ของทอง 1 สลึง และประมาณ 1 ใน 15 ของทอง 1 บาท ทำให้การซื้อทองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่เหมือนเมื่อก่อน แต่สามารถค่อยๆ ซื้อทีละเม็ด แล้วสะสมเพิ่มไปเรื่อยๆ
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ขนาดเล็ก แต่คือวิธีขายที่ทำให้ทองดูเข้าถึงง่ายขึ้น จากของที่เคยรู้สึกว่า “ต้องซื้อจริงจัง” กลายเป็นของที่สามารถค่อยๆ ซื้อสะสมทีละเม็ดได้ บางร้านบรรจุมาในขวดโหลแก้วเล็กๆ ทำให้ดูคล้ายของสะสมมากกว่าสินทรัพย์แบบเดิม
กระแสนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คนจีนรุ่นใหม่รู้สึกไม่มั่นใจกับการลงทุนแบบเดิม ทั้งตลาดหุ้นที่ซบเซา ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญแรงกดดัน ทองคำจึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่พวกเขารู้สึกคุ้นเคยและจับต้องได้
ความนิยมไม่ได้อยู่แค่ในร้านทอง เพราะธนาคารรายใหญ่ของจีนก็เริ่มออกผลิตภัณฑ์ ‘เม็ดทอง’ ของตัวเองมาขายด้วย สะท้อนว่าการซื้อทองชิ้นเล็กกำลังกลายเป็นพฤติกรรมการออมอีกรูปแบบหนึ่ง
[ ไม่ใช่แค่จีน คนรุ่นใหม่ทั่วโลกก็ซื้อทองมากขึ้น ]
เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่คนอายุน้อยในหลายประเทศก็เริ่มสนใจทองคำมากขึ้น
ข้อมูลจาก BullionVault ที่ IFA Magazine นำเสนอพบว่า ในปี 2026 นักลงทุนทองคำอายุ 16-27 ปี คิดเป็น 15.4% ของผู้ใช้งานใหม่ทั่วโลก เพิ่มจาก 12.6% ในปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 8.9% เมื่อ 20 ปีก่อน
พูดง่ายๆ คือ คนที่เพิ่งเริ่มซื้อทองกำลังอายุน้อยลงเรื่อยๆ อย่างอินเดียก็เป็นอีกตลาดที่เห็นภาพชัด จากผลสำรวจผู้บริโภคอายุ 18-39 ปี กว่า 5,000 คน พบว่า หากมีเงิน 25,000 รูปี มีถึง 61.9% ที่เลือกซื้อทองคำ ขณะที่กองทุนรวมอยู่ที่ 16.6% เงินฝากประจำ 13% หุ้น 6.6% และคริปโต 1.9%
ส่วนสิงคโปร์ คนอายุ 18-35 ปี กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ซื้อทองเพิ่มขึ้นเร็ว ผ่านทั้งแอปทองดิจิทัลและทองแท่งขนาดเล็ก
[ บางคนซื้อทีละนิด บางคนซื้อเก็งกำไร ]
เมื่อทองเข้าถึงง่ายขึ้น วิธีซื้อของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้มีแบบเดียว โดย YLG มองว่าหลักๆ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรกคือ สายตามตลาด คนกลุ่มนี้ติดตามราคาทอง ข่าวเศรษฐกิจ และค่าเงินอยู่ตลอด ถ้าราคาขึ้นหรือลงก็พร้อมปรับพอร์ตตามจังหวะตลาด
ส่วนอีกกลุ่มคือ สายสะสม ไม่ได้อยากนั่งเฝ้าราคาทุกวัน แต่เลือกทยอยซื้อทองจำนวนเล็กๆ เป็นประจำ เช่น ซื้อทุกเดือนแบบ DCA เพื่อค่อยๆ สะสม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อถูกหรือแพงในแต่ละครั้ง
แต่ไม่ว่าจะเป็นสายไหน สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการเหมือนกันคือ ต้องง่ายและทำผ่านมือถือได้
ไม่อยากเดินเข้าร้าน ไม่อยากใช้เงินก้อนใหญ่ และไม่อยากเจอกระบวนการซื้อขายที่ยุ่งยาก
ข้อมูลจาก YLG พบว่า ลูกค้าที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลเกือบ 7 ใน 10 คน หรือประมาณ 68% มีอายุไม่เกิน 40 ปี สะท้อนว่าช่องทางออนไลน์กำลังกลายเป็นประตูสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงทองคำได้ง่ายขึ้น
[ วิธีที่คนใช้มองทองคำเปลี่ยนไป ]
สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่ ‘ขนาดของทอง’ แต่คือวิธีที่คนมองทองคำ จากเดิมที่ทองอาจเป็นของที่ต้องรอให้มีเงินก้อนก่อนถึงจะซื้อได้ วันนี้คนสามารถเริ่มจากเงินหลักร้อยหรือหลักพัน แล้วค่อยๆ สะสมเพิ่มไปเรื่อยๆ
YLG มองว่า คนรุ่นใหม่เริ่มลงทุนเร็วขึ้น ใช้เงินต่อครั้งน้อยลง และคุ้นเคยกับการทำทุกอย่างผ่านมือถือ ทองคำจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมแบบนี้ด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ‘Gold Beans’ อาจไม่ได้เป็นแค่เทรนด์น่ารักๆ จากจีน แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของทองคำ เพราะในวันที่ราคาทองคำสูงขึ้น การซื้อทองก็เป็นเรื่องยากขึ้น แต่ในเมื่อมีวิธีให้เราซื้อทองได้ในราคาเบาลง ทยอยเก็บสะสมไปได้เรื่อยๆ ทองคำก็เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน