คุยเล่นไปเรื่อย

คุยเล่นไปเรื่อย คุยเล่นเรื่อยเปื่อย แชร์ข่าวที่ตัวเองสนใจ

ลูกค้าโอนเงินมัดจำมาตั้งแต่วันที่ 8 แต่ไม่ได้คอนเฟิร์มกลับมาว่าโอนแล้วนะจังหวะนรกมาก…..อีเมล์ตัวที่ผูกกับบัญชีดัน sign o...
05/18/2026

ลูกค้าโอนเงินมัดจำมาตั้งแต่วันที่ 8
แต่ไม่ได้คอนเฟิร์มกลับมาว่าโอนแล้วนะ

จังหวะนรกมาก…..

อีเมล์ตัวที่ผูกกับบัญชีดัน sign out ออกจากระบบ
แบบตอนไหนก็ไม่รู้ เลยไม่ได้รับการแจ้งเตือน
เราก็นึกว่าโดนเท 🥲 แล้วเป็นสไตล์ไม่จิกไม่ถาม
ลูกค้าก็เพิ่งอีเมล์มาตามงาน
คือชิลกันทั้งคู่….

…หึหึ… #ผิดที่ฉันเอง 🙏

05/18/2026

🤤

05/18/2026

สั้นๆ
เหนื่อย 🙂

เห็นด้วย
05/18/2026

เห็นด้วย

สวีเดน หนึ่งในประเทศที่ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก เตรียมยกเลิกการใช้แท็ปเล็ตในการเรียนการสอน กลับสู่การใช้หนังสือ สมุด ปากกา หลังใช้มา 15 ปี พบเด็กสมาธิสั้นลง ประสิทธิภาพการอ่านจับใจความลดลง พ่อแม่ไม่ต้องกังวลรัฐบาลเตรียมงบซื้อหนังสือเรียนให้เด็กทุกคน 200 ล้านดอลลาร์
ในยุคที่แท็บเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการเรียนการสอนมายาวนานหลายปี แทบจะเรียกได้ว่ากำลังมาแทนที่หนังสือเรียนที่เป็นรูปเล่มกระดาษ แต่ในอีกซีกโลก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่มีระดับการศึกษาสูงที่สุดหัวแถวของโลกอย่างสวีเดน กำลังดำเนินละทิ้งแท็บเล็ต และกลับเข้าสู่ยุคของการใช้หนังสือเล่มเพื่อการเรียนการสอน โดยรัฐบาลประกาศนโยบาย "จากหน้าจอสู่หนังสือ" (från skärm till pärm) ถือเป็นการพลิกทิศทางการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ด้วยการนำหนังสือเรียน กระดาษ และปากกากลับคืนสู่ห้องเรียน แทนที่แท็บเล็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลที่ครองพื้นที่การศึกษามานานกว่า 15 ปี พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดซื้อหนังสือเรียนทุกวิชาให้นักเรียนทุกคน
ย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 2000 ต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษ 2010 สวีเดนคือหนึ่งในประเทศแนวหน้าที่รุกนำเทคโนโลยีเข้าสู่ห้องเรียนอย่างเต็มที่ แล็ปท็อปกลายเป็นอุปกรณ์หลักในการเรียน และภายในปี 2015 นักเรียนในโรงเรียนของรัฐเกือบ 80% มีอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนตัว แม้กระทั่งในระดับปฐมวัย ถัดมาในปี 2019 การใช้แท็บเล็ตถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้สูงขึ้นจากเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่สะดวกสบายขึ้น
ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่หวัง ผลการทดสอบ PISA ปี 2022 ซึ่งจัดโดย OECD ส่งสัญญาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คะแนนของนักเรียนสวีเดนในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ นักเรียนอายุ 15–16 ปีถึง 25% ไม่มีทักษะการอ่านจับใจความแม้แต่ในระดับพื้นฐาน ทั้งที่ในอดีตสวีเดนเคยเป็นประเทศที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมในเวทีนานาชาติ
แอนเดรียส ชไลเคอร์ ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ OECD วิเคราะห์ปัญหาไว้ว่า ก่อนหน้านี้สวีเดนโยนอุปกรณ์และเทคโนโลยีจำนวนมากลงในห้องเรียน โดยขาดจุดประสงค์ทางการสอนที่ชัดเจนและเป้าหมายที่แน่วแน่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งผลการเรียน
การตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึก แต่อาศัยข้อมูลจากงานวิจัยและการปรึกษาหารือกับนักวิชาการ ครู และหน่วยงานของรัฐในปี 2023 งานวิจัยหลายชิ้นชี้ชัดว่าการอ่านผ่านหน้าจอที่มีแสงย้อนจากด้านหลัง (backlit screen) ต้องใช้พลังงานในการรับรู้มากกว่าการอ่านจากกระดาษ และส่งผลให้ความเข้าใจในการอ่านลดลง
ดร.ซิสเซลา นัทลีย์ นักประสาทวิทยาจากสถาบันคาโรลินสกา ชื่อดังของสวีเดน ออกมาเตือนว่าการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กในระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบปัญหาที่นักเรียนเสียสมาธิจากบทเรียน หันไปดูวิดีโอ เล่นเกม หรือใช้โซเชียลมีเดียบนอุปกรณ์ที่โรงเรียนจัดให้
นโยบายใหม่ของสวีเดนมีหลายส่วนที่ปฏิบัติได้ทันที ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอนุบาลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลอีกต่อไปตั้งแต่ปี 2025 เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีถูกห้ามใช้แท็บเล็ตโดยเด็ดขาด และสวีเดนกำลังเตรียมออกมาตรการห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน แม้แต่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสมาธิของนักเรียน
โจอา ฟอร์เซลล์ โฆษกพรรคเสรีนิยม ต้นสังกัดของรัฐมนตรีศึกษาธิการ ยืนยันจุดยืนว่า การอ่านหนังสือ การเขียนบนกระดาษ และการคำนวณด้วยมือนั้นให้ผลดีกว่าอย่างชัดเจนหากต้องการให้เด็กได้รับความรู้อย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าเด็กเล็กไม่ควรใช้หน้าจอเลย แต่อาจพิจารณาอนุญาตได้เมื่อนักเรียนมีอายุมากขึ้น
แน่นอนว่านโยบายนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ภาคธุรกิจและนักวิชาการบางกลุ่มออกมาตั้งคำถามอย่างจริงจัง สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของสวีเดนเตือนว่า การศึกษาแบบแอนะล็อกอาจทำให้เด็กขาดความพร้อมสำหรับตลาดงานในอนาคต ซึ่งรายงานของสหภาพยุโรประบุว่า 90% ของอาชีพในอนาคตอันใกล้จะต้องใช้ทักษะดิจิทัล
แจนนี เจพเพเซน ซีอีโอของสมาคมดังกล่าว กังวลว่านโยบายนี้อาจบั่นทอนภาพลักษณ์ของสวีเดนในฐานะ "โรงงานยูนิคอร์น" ด้านเทคโนโลยีของยุโรป และอาจทำให้บริษัทสตาร์ทอัพระดับโลกอย่าง Spotify ย้ายฐานไปยังประเทศที่มีแรงงานด้านไอทีมากกว่า
ประเด็นที่ถกเถียงกันอีกเรื่องคือบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลต้องการให้เริ่มสอนเรื่อง AI ในระดับมัธยมศึกษา แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าควรเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก มิฉะนั้นจะเกิด "ช่องว่างทางดิจิทัล" ระหว่างเด็กที่มีพ่อแม่สอน AI ให้ที่บ้าน กับเด็กที่ไม่มีโอกาสนั้น ศ.ลินเนีย สเตนลีเดน จากมหาวิทยาลัยลิงเคอปิง เตือนว่าการลดบทบาทดิจิทัลในโรงเรียนอาจยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
แม้แต่นักเรียนสวีเดนเองก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน อเล็กซิโอส วัย 18 ปี สนับสนุนการจำกัดการใช้หน้าจอสำหรับน้อง ๆ รุ่นหลัง หลังสังเกตว่าคนรุ่นใหม่เสียสมาธิง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่จัสมิน วัย 19 ปี มองว่าควรเน้นทักษะคอมพิวเตอร์มากกว่าเดิม เพราะโลกทั้งใบกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
สวีเดนกำลังเดินหน้าทำสิ่งที่หลายประเทศยังลังเลจะกระทำ นั่นคือ "ถอยหลัง" เพื่อก้าวไปข้างหน้า คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีดีหรือไม่ดี แต่คือควรใช้ "เมื่อไหร่" และ "อย่างไร" เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของเด็ก ผลลัพธ์ของนโยบายนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ระบบการศึกษาทั่วโลก รวมถึงไทย จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงปีที่ผ่านมาและอีกหลายปีข้างหน้า

05/18/2026

โหนกระแสตอนนี้เลย

#ทรายสก็อต

05/17/2026

ถ้ามองในมุมบวก
แอดว่าเกาหลีใต้ทำให้เห็นศักยภาพในตนเองมาก
ว่าคนเราสามารถทำอะไรได้ร้อยแปดพันเก้า
ในการค้นหาพัฒนาตัวเอง ได้ลองได้เรียนรู้
อยู่ประเทศอื่น แทบไม่ต้องเรียนรู้
พยายามอะไรมากมายเท่าอยู่เกาหลี 😅
แต่ก็ทำให้รู้ว่า เออ ฉันทำได้นะ
อาจจะไม่ได้เก่งที่สุด แต่ฉันทำได้นะโว้ย
อันนี้ทำได้ อันนั้นก็ทำได้
คือดีในระดับที่เราเองพอใจ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร

มนุษย์เรา (ตัวเราเอง) มีศักยภาพมากกว่าที่คิดจริงๆ

05/17/2026

Late-night train rides, rainy windows, and the kind of memories that stay quiet for years.
“Last Train Kiss” by Crayon Trails is now out everywhere. 🌧️🚆

A small soundtrack for night drives, city lights, and lonely thoughts after midnight.

ห๊ะ?!  ถึงขั้นต่อรองเงินเดือนแทนลูกเลยเหรอ 😳     helicopter parenting คือพวกพ่อแม่ที่คอยควบคุม ดูแล หรือปกป้องลูกมากเกิน...
05/17/2026

ห๊ะ?! ถึงขั้นต่อรองเงินเดือนแทนลูกเลยเหรอ 😳 helicopter parenting คือพวกพ่อแม่ที่คอยควบคุม ดูแล หรือปกป้องลูกมากเกินไป แม้ลูกจะโตแล้ว

In South Korea, entering the workforce has long been seen as a defining step into adulthood. But for some young workers, that milestone is being overshadowed by parents who are unwilling to let go.

According to online workplace communities Sunday, parental interference in adult children’s careers is emerging as a notable burden for human resources departments, particularly in matters involving compensation and office conflicts.

In a post uploaded to Remember, a business card management app, titled "Is this a company or a real estate agency?" its writer, who introduced himself as a male software developer in his 30s, said the mother of a new employee at his company recently visited the office to demand a higher salary for her child.

https://www.koreaherald.com/article/10739441

05/17/2026
05/17/2026

#เปิดโลกญี่ปุ่น 🔥 ในญี่ปุ่น ถ้าด้านหน้าตัน คนขับต้องหยุดก่อนเส้น ไม่ใช่เสี่ยงค้างบนราง

กฎหมายจราจรญี่ปุ่น (道路交通法 第33条 / Railroad Crossings) กำหนดให้ผู้ขับต้อง..
▪️ หยุดก่อนข้าม (ในหลายกรณีต้องหยุด)
▪️ ต้องตรวจสอบความปลอดภัยก่อนผ่าน
▪️ ห้ามเข้าไปหากไม่สามารถผ่านพ้นทางข้ามได้อย่างปลอดภัย

🙏 ที่มา https://laws.e-gov.go.jp/law/335AC0000000105 -Ch_4-Se_2-At_33
🧧 คูปองลด 15-17% ตึกม่วงอุเอโนะ https://www.facebook.com/photo?fbid=1218135409669503&set=a.229645135185207
🧧 คูปองลด 15% ร้านดองกี้ https://japanportal.donki-global.com/coupon/?ptcd=0030000105
🧧 คูปองลด 15% ประกันการเดินทางทั่วโลก https://bit.ly/krobkruengjapan
🧧 รวมคูปองลด 13-17% ร้านค้าทั่วญี่ปุ่น https://www.facebook.com/photo/?fbid=1400324144783961
🧧 คูปองลด 40% ซื้อ e-Sim เวลามาเที่ยวญี่ปุ่น https://esim.matcha-jp.com/?code=KROBKRUENGJAPAN
👉 ติดตามพวกเราต่อได้ที่ https://linktr.ee/krobkruengJapan

Address

New York, NY

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when คุยเล่นไปเรื่อย posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to คุยเล่นไปเรื่อย:

Share